ธนาคารโลก

องค์การระหว่างประเทศ

ธนาคารโลก

home อัลมาแนค | category องค์การระหว่างประเทศ

สร้างเมื่อ : วันอาทิตย์ 29 ธันวาคม 2567, 23:03:32
แก้ไขเมื่อ : วันอาทิตย์ 28 ธันวาคม 2568, 21:33:04
เข้าชม : 2146

ธนาคารโลก

The World Bank

Flag
ภาพรวม:

เว็บไซต์ www.worldbank.org

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ

วันก่อตั้ง 27 ธ.ค.2488 โดยนายจอห์น เมนาร์ด เคนส์ และนายแฮร์รี่ เดกซ์เตอร์ไวท์

สมาชิก 189 ประเทศ

ประธาน :  นาย Ajay Banga ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Mastercard และอดีตรองประธานบริษัท General Atlantic ของสหรัฐฯ โดยเข้าดำรงตำแหน่งประธาน World Bank คนที่ 14 เมื่อ 2 มิ.ย.2566 (วาระ 5 ปี) 

ภารกิจ

WB ชื่อเดิมคือ ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (International Bank for Reconstruction and Development-IBRD) ก่อตั้งเมื่อ 27 ธ.ค.2488 จากการประชุม United Nations Monetary and Financial Conference หรือ Bretton Woods Conference ที่เบรตตันวูดส์ สหรัฐฯ โดยมหาอำนาจในอเมริกาเหนือและยุโรปต้องการให้ WB เป็นทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติที่ให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ทั้งด้านการเงินและการให้คำปรึกษาทางวิชาการและเทคนิค รวมทั้งนำเสนอเเนวโน้มและการประเมินเศรษฐกิจโลก ประกอบด้วย 5 องค์กร ดังนี้

1. ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development-IBRD) ทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทย

2. สมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Association-IDA) ทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ เช่น ลาว มองโกเลีย กัมพูชา

3. บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation-IFC) ร่วมกับภาคเอกชนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อาทิ สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทโซลาร์ เพาเวอร์ (โคราช 1) จำกัด

4. สถาบันประกันการลงทุนแบบพหุภาคี (Multilateral Investment Guarantee Agency-MIGA) ทำหน้าที่รับประกันความเสี่ยงในการลงทุนโครงการเพื่อการพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ จากเขื่อนน้ำเทิน 2 ที่ลาว

5. International Centre for the Settlement of Investment Disputes (ICSID) ประสานงานเพื่อการลงทุนในประเทศที่มีความขัดแย้งรุนแรงและสงครามกลางเมือง (อนึ่ง ไทยเป็นสมาชิกทุกองค์กร ยกเว้นองค์กรที่ 5)

WB จะเผยแพร่รายงานประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ในช่วง เม.ย. และ ต.ค.ของทุกปี พร้อมกับเสนอแนะนโยบายในการบริหารนโยบายการเงิน และการจัดการเศรษฐกิจมหภาค 

การประชุมประจำปี IMF-WB

WB จัดประชุมประจำปีร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ในห้วงตุลาคม โดยจัดประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ 2 ปี และประชุมที่ประเทศสมาชิกในปีถัดไป ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 12-18 ต.ค.2569 ซึ่งการประชุมประจำปี IMF-WB จะมีผู้แทนเข้าร่วมประชุมจากธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการพัฒนาต่าง ๆ ภาคเอกชนชั้นนำ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นท้าทายสำคัญและเร่งด่วนที่เป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจโลก รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพการเงินโลก การขจัดความยากจน การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีส่วนร่วมและการสร้างงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาด้านดิจิทัล

ที่ประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ระหว่าง 13-18 ต.ค.2568 ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวต่อเนื่อง จาก 3.2% ในปี 2568 เหลือ 3.1% ในปี 2569 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% แล้วในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 235% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (World GDP) โดยแบ่งเป็นหนี้สาธารณะ 93% กับหนี้ภาคเอกชน 143% ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นยังมีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และลดประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ในอนาคต

เอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกถึง 60% ในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 4.3% แต่เศรษฐกิจในภูมิภาคยังคงมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าและการลงทุนที่มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ดี ที่ประชุมสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายที่มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตระยะยาว เช่น การพัฒนาศักยภาพแรงงาน การลงทุนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เพื่อเพิ่มผลผลิต การรักษาวินัยการคลังเพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้สูงขึ้น ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงด้านนโยบายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

ข้อวิจารณ์ WB

WB ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งภาครัฐบาล ภาคเอกชน สถาบันวิชาการและกลุ่มนักวิจัยระหว่างประเทศ รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ต่างประเทศ ในประเด็นสำคัญ เช่น กระบวนการตัดสินใจภายในองค์กรขาดความโปร่งใสและได้รับอิทธิพลจากสมาชิกที่มีฐานะร่ำรวยมากเกินไป โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีอิทธิพลเหนือทิศทางการกำหนดนโยบายและกระบวนการให้สินเชื่อของ WB ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาหรือผู้รับสินเชื่อระดับล่างถูกลดความสำคัญลง รวมถึงเงื่อนไขการกู้ยืมที่ประเทศผู้กู้ต้องปฏิบัติตาม มักไม่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญในการพัฒนา และมุ่งเน้นการสนับสนุนเงินกู้เพื่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทข้ามชาติมากกว่าชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการมุ่งแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ เพศ และประเด็นสังคมมากเกินไป แทนที่จะยึดตามภารกิจเดิมด้านเศรษฐกิจและการเงินโดยตรง อย่างไรก็ดี แม้ WB จะมีแผนปฏิรูปเพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน (citizen engagement) หรือเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น แต่ยังมีความล่าช้าและขาดการปฏิบัติเป็นรูปธรรม ที่จะทำให้ได้รับการยอมรับจาก NGOs อย่างเพียงพอ 

ความร่วมมือกับไทย

ไทยเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 48 เมื่อ 3 พ.ค.2492 และได้รับเงินกู้จาก WB ครั้งแรกเมื่อปี 2493 จำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการบูรณะรางรถไฟ โครงการปรับปรุงท่าเรือกรุงเทพฯ และโครงการพัฒนาระบบชลประทานของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย-WB ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา พัฒนาสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการพัฒนาและการให้คำปรึกษาผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาประเทศ (Country Development Partnership-CDP) โดยที่ปัจจุบัน ไทยและ WB พัฒนาแนวทางความร่วมมือในรูปแบบ Country Partnership Strategy (CPS) ซึ่งเป็นการออกรายงานประเมินการดำเนินงานของ WB ในการให้ความช่วยเหลือไทยตามยุทธศาสตร์ Thailand-World Bank Group Partnership for Development และยึดถือนโยบายของรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย

การคาดการณ์เศรษฐกิจ

WB ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัว 2% และจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือ 1.8% ในปี 2569 โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นผลจากนโยบายยกเว้นการตรวจลงตรา รวมถึงการให้ Visa on Arrival (VOA) แก่ประเทศต่าง ๆ มากขึ้น จะช่วยกระตุ้นรายได้ในภาคบริการและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ทำให้การลงทุนภาครัฐและโครงการสาธารณะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินโครงการ Digital Wallet และการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสนับสนุนการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.3% อย่างไรก็ตาม การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซา การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง รวมถึงปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีความรุนแรง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาดการณ์ จะส่งผลให้ภาคการส่งออกและภาคบริการขยายตัว อย่างจำกัด นอกจากนี้ ยังมีความเปราะบางจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่อาจทำให้ไทยเผชิญอุทกภัย ภัยแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง หากไม่มีมาตรการปรับตัวที่เพียงพอ รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จะเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569