โมร็อกโก

แอฟริกา

โมร็อกโก

home อัลมาแนค | category แอฟริกา

สร้างเมื่อ : วันศุกร์ 27 ธันวาคม 2567, 15:39:15
แก้ไขเมื่อ : วันพุธ 4 กุมภาพันธ์ 2569, 09:33:55
เข้าชม : 580

ราชอาณาจักรโมร็อกโก

Morocco

Flag
Map Image
  • เมืองหลวง:
    กรุงราบัต
  • ที่ตั้ง:

    แอฟริกาเหนือ พื้นที่ 446,550 ตร.กม. (ไม่รวมดินแดน Western Sahara) มีเขตแดนทางบก 2,362.5 กม. ชายฝั่งทะเล 1,835 กม.

     

    อาณาเขต       

                    ทิศเหนือ                  ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเมือง Ceuta (8 กม.) และเมือง Melilla                      (10.5 กม.) ของสเปน ซึ่งทั้งสองเมืองอยู่ทางทิศเหนือของแอฟริกา

                    ทิศใต้                      ติดกับดินแดน Western Sahara (444 กม.)

                    ทิศตะวันออก             ติดกับแอลจีเรีย (1,900 กม.)

                    ทิศตะวันตก              ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

  • ภูมิประเทศ:

    ตอนกลางของประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและที่ราบสูง พื้นที่โดยรวมล้อมรอบด้วยเขตภูเขาและชายฝั่งทะเลทางทิศเหนือ

  • ภูมิอากาศ:

    แบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่จะร้อนขึ้นเมื่อเข้ามาในพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ

  • ประชากร:

    38,430,770 คน (ปี 2568) เป็นชาวอาหรับ-เบอร์เบอร์ 99% อื่น ๆ 1% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 26% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 65.9% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 8.0% อายุขัยเฉลี่ยประชากร 75.7 ปี เพศชายประมาณ 73.5 ปี เพศหญิงประมาณ 78 ปี อัตราการเกิด 16.64 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 5.21 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.92%

  • ศาสนา:

    อิสลาม (ซุนนี) 98.7% (ชีอะฮ์ 0.1%) คริสต์ 1.1% และยูดาย 0.2%

  • ภาษา:

    ภาษาอาหรับและภาษาเบอร์เบอร์ (Tamazight) เป็นภาษาราชการ และใช้ภาษา Tachelhit และ Tarifit ซึ่งเป็นภาษาของชาวเบอร์เบอร์เช่นกัน ส่วนภาษาฝรั่งเศสนิยมใช้ในการทำธุรกิจ ติดต่อราชการ และในแวดวงการทูต 

  • การศึกษา:

    อัตราการรู้หนังสือ 77% (อายุ 15 ปี ขึ้นไปสามารถอ่านและเขียนได้) (ปี 2568)

  • การก่อตั้งประเทศ:

    จักรวรรดิอุมัยยะฮ์ (Umayyad Empire) ของชาวอาหรับมุสลิมซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงดามัสกัส เข้าพิชิตดินแดนในแอฟริกาเหนือซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่เป็นโมร็อกโกในปัจจุบันโดยสมบูรณ์เมื่อปี 1252 ส่งผลให้ชนพื้นเมืองชาวเบอร์เบอร์รับศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมอาหรับเข้ามา แต่หลังจากจักรวรรดิอุมัยยะฮ์ถูกจักรวรรดิอับบาซียะฮ์ (Abbasid Empire) โค่นล้ม ชาวเบอร์เบอร์/ชาวมัวร์ไม่ยอมรับอำนาจของจักรวรรดิอับบาซียะฮ์และก่อตั้งราชวงศ์ของตนเองขึ้นมาปกครองดินแดนตั้งแต่ปี 1331 โดยมีหลายราชวงศ์ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมามีอำนาจจนมาถึงราชวงศ์อะละวี (Alawi หรือ Alaouite) ที่ปกครองโมร็อกโกตั้งแต่ปี 2174 จนถึงปัจจุบัน 

    อย่างไรก็ดี มีบางช่วงเวลาที่โมร็อกโกต้องเผชิญกับการถูกประเทศในยุโรปรุกราน อาทิ สเปนที่เข้าไปยึดครองดินแดนทางเหนือของโมร็อกโกเมื่อปี 2403 รวมถึงการที่โมร็อกโกตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสเมื่อปี 2455 และเกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชอย่างยาวนาน จนได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อปี 2499 รวมทั้งได้รับดินแดนส่วนใหญ่ที่ถูกสเปนยึดครองกลับคืนมาเมื่อปีเดียวกัน ขณะที่สุลต่านมุฮัมมัดที่ 5 (Mohammed V) ทรงเปลี่ยนระบอบการปกครองของประเทศเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พร้อมกับทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระราชาธิบดี หรือ Malik ในภาษาอาหรับ แทนการใช้ตำแหน่ง Sultan และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นราชอาณาจักรโมร็อกโก เมื่อปี 2500 

    นอกจากนี้ โมร็อกโกยังเข้าไปมีอำนาจควบคุมโดยพฤตินัยเหนือพื้นที่ประมาณ 75% ของดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) หลังจากสเปนถอนตัวออกไปเมื่อปี 2519 และเผชิญกับการต่อต้านจากขบวนการ Polisario Front ของชาวซะฮ์ราวี (Sahrawi) ที่ต้องการให้ดินแดนดังกล่าวเป็นเอกราช ขณะที่โมร็อกโกเสนอแผนการให้สิทธิปกครองตนเองแก่ชาวซะฮ์ราวีเหนือพื้นที่ดังกล่าวซึ่งมีทรัพยากรจำนวนมาก อาทิ ฟอสเฟต แหล่งประมง และอาจมีแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่ง อีกทั้งยังเป็นเส้นทางเดียวที่โมร็อกโกสามารถใช้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อทางบกไปยังประเทศอื่นในแอฟริกา เนื่องจากมีการปิดพรมแดนกับแอลจีเรีย  


  • วันชาติ:
    30 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเสด็จขึ้นครองราชย์ (Throne Day) ของสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ปัจจุบัน
  • การเมือง:

    ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 (King Mohammed VI) กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ทรงเป็นประมุขของประเทศ หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 30 ก.ค.2542 ขณะที่นาย Aziz Akhannouch ดำรงตำแหน่ง นรม. โดยได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาธิบดีเมื่อ 7 ต.ค.2564 ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญโมร็อกโกฉบับปี 2555 ลดพระราชอำนาจของสมเด็จพระราชาธิบดีลง แต่ยังทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอน ครม.และยุบสภาได้ อีกทั้งยังทรงดำรงตำแหน่งผู้นำกองทัพและผู้นำทางศาสนาของประเทศ

    ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบ 2 สภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ซึ่งมีสมาชิก 395 คน วาระ 5 ปี โดยที่สมาชิก 305 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากระบบเขตเดียวหลายที่นั่ง และ 90 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศในระบบเลือกตั้งเขตละหนึ่งคน อีกทั้งมีการกำหนดที่นั่งในสภาสำหรับสตรี 60 ที่นั่ง และผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี 30 ที่นั่ง ส่วนวุฒิสภา (House of Councillors) มีสมาชิก 120 คน วาระ 6 ปี โดยมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ และสหภาพแรงงาน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 8 ก.ย.2564 ขณะที่การเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาที่ปรึกษาครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในปี 2569

    พรรคการเมืองสำคัญ : พรรค National Rally of Independents (มี นรม. Aziz Akhannouch เป็นหัวหน้า) พรรค Justice and Development พรรค Authenticity and Modernity พรรค Istiqlal (หรือพรรค Independence) พรรค People's Movement พรรค Socialist Union of Popular Forces และพรรค Constitutional Union 


  • เศรษฐกิจ:

    โมร็อกโกให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ โดยส่งออกธัญพืช และสินค้าประมง อย่างไรก็ดี ผลผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายใน จึงจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยระบบเศรษฐกิจโมร็อกโกได้รับประโยชน์จากค่าแรงต่ำ และรับความช่วยเหลือจากประเทศในยุโรปในการพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเบา รวมทั้งมีรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้มีเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ โมร็อกโกยังเป็นผู้ส่งออกฟอสเฟตที่สำคัญของโลก ซึ่งสร้างรายได้หลักและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 

      สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 ทรงมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาค กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการบิน ยานยนต์ พลังงานหมุนเวียน การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีการเกษตร ทำให้โมร็อกโกกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการบริการและอุตสาหกรรม มีการทำความตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ทำให้โมร็อกโกมีตลาดรองรับผลผลิตมากขึ้น แต่ปัญหาความยากจน ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนยังเป็นปัญหาสำคัญ ปัจจุบันโมร็อกโกริเริ่มหลายโครงการเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งแอฟริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเป็นหุ้นส่วนกับทั้งยุโรป สหรัฐฯ โลกอาหรับ และเอเชีย

    รายได้หลักที่สำคัญของโมร็อกโกมาจากภาคการท่องเที่ยวรองจากภาคการเกษตร คิดเป็น 7% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ โดยมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปมากกว่า 75% โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน โมร็อกโกจึงตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 20 ของโลก และเร่งดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยการลงนามข้อตกลงให้ชาวจีนสามารถเดินทางเข้าโมร็อกโกโดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเป็นเวลา 90 วันเมื่อ มิ.ย.2559 นอกจากนี้ บริษัท Ctrip ซึ่งเป็นบริษัทจัดการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ยังลงนามข้อตกลงส่งเสริมการท่องเที่ยวกับโมร็อกโก เมื่อ 6 ก.ย.2562 

    เศรษฐกิจโมร็อกโกเมื่อปี 2568 ขยายตัวเล็กน้อยจาก 3% เมื่อปี 2567 เป็น 4.8% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากการที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อและผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสยังคงส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของโมร็อกโก ขณะที่กระทรวงการคลังโมร็อกโกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโมร็อกโกในปี 2569 จะเติบโตที่ 4.5-4.6% เนื่องจากความผันผวนในตลาดโลกและผลการเก็บเกี่ยวธัญพืชในประเทศ อีกทั้งประมาณการณ์ว่า ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแร่ฟอสเฟตจะยังคงเติบโตต่อไป ส่วนการลงทุนภาครัฐด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ สนามบิน ท่าเรือ และทางรถไฟ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2573 รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการจ้างงานในภาคบริการ จะเติบโตต่อไปเช่นกัน

    สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : Moroccan Dirhams (MAD)

    อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 9.05 MAD (ม.ค.2569)

    อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท = 0.29 MAD (ม.ค.2569)


  • ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ:

    โมร็อกโกให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ โดยส่งออกธัญพืช และสินค้าประมง อย่างไรก็ดี ผลผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายใน จึงจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยระบบเศรษฐกิจโมร็อกโกได้รับประโยชน์จากค่าแรงต่ำ และรับความช่วยเหลือจากประเทศในยุโรปในการพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเบา รวมทั้งมีรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้มีเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ โมร็อกโกยังเป็นผู้ส่งออกฟอสเฟตที่สำคัญของโลก ซึ่งสร้างรายได้หลักและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 

      สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 ทรงมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาค กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการบิน ยานยนต์ พลังงานหมุนเวียน การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีการเกษตร ทำให้โมร็อกโกกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการบริการและอุตสาหกรรม มีการทำความตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ทำให้โมร็อกโกมีตลาดรองรับผลผลิตมากขึ้น แต่ปัญหาความยากจน ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนยังเป็นปัญหาสำคัญ ปัจจุบันโมร็อกโกริเริ่มหลายโครงการเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งแอฟริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเป็นหุ้นส่วนกับทั้งยุโรป สหรัฐฯ โลกอาหรับ และเอเชีย

    รายได้หลักที่สำคัญของโมร็อกโกมาจากภาคการท่องเที่ยวรองจากภาคการเกษตร คิดเป็น 7% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ โดยมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปมากกว่า 75% โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน โมร็อกโกจึงตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 20 ของโลก และเร่งดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยการลงนามข้อตกลงให้ชาวจีนสามารถเดินทางเข้าโมร็อกโกโดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเป็นเวลา 90 วันเมื่อ มิ.ย.2559 นอกจากนี้ บริษัท Ctrip ซึ่งเป็นบริษัทจัดการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ยังลงนามข้อตกลงส่งเสริมการท่องเที่ยวกับโมร็อกโก เมื่อ 6 ก.ย.2562 

    เศรษฐกิจโมร็อกโกเมื่อปี 2568 ขยายตัวเล็กน้อยจาก 3% เมื่อปี 2567 เป็น 4.8% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากการที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อและผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสยังคงส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของโมร็อกโก ขณะที่กระทรวงการคลังโมร็อกโกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโมร็อกโกในปี 2569 จะเติบโตที่ 4.5-4.6% เนื่องจากความผันผวนในตลาดโลกและผลการเก็บเกี่ยวธัญพืชในประเทศ อีกทั้งประมาณการณ์ว่า ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแร่ฟอสเฟตจะยังคงเติบโตต่อไป ส่วนการลงทุนภาครัฐด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ สนามบิน ท่าเรือ และทางรถไฟ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2573 รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการจ้างงานในภาคบริการ จะเติบโตต่อไปเช่นกัน

    สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : Moroccan Dirhams (MAD)

    อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 9.05 MAD (ม.ค.2569)

    อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท = 0.29 MAD (ม.ค.2569)


  • การทหาร:

    การทหาร : กองทัพโมร็อกโก (Royal Moroccan Armed Force) ประกอบด้วย ทบ. (Royal Moroccan Army) ทร. (Royal Moroccan Navy) และ ทอ. (Royal Moroccan Air Force) งบประมาณทางทหารเมื่อปี 2567 อยู่ที่ 6,720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 19-25 ปี จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารและประจำการในกองทัพนาน 12 เดือน กำลังพลรวม 395,800 นาย แยกเป็นกองกำลังประจำการ 195,800 นาย (ทบ. 175,000 นาย ทร. 7,800 นาย ทอ. 13,000 นาย) กำลังพลสำรอง 150,000 นาย และกองกำลังกึ่งทหาร 50,000 นาย  

      นอกจากนี้ โมร็อกโกส่งกองกำลังไปเข้าร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในหลายพื้นที่ ได้แก่ ภารกิจ MINUSCA ในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง จำนวน 772 นาย ภารกิจ MONUSCO ในคองโก 918 นาย ภารกิจ UNMISS ในเซาท์ซูดาน 3 นาย และภารกิจ UNISFA ในซูดาน 5 นาย

    ยุทโธปกรณ์สำคัญ :  

    ทบ. ได้แก่ รถถังหลัก 703 คัน (เช่น รุ่น M1A1SA Abrams 222 คัน รุ่น M60A1 Patton 220 คัน รุ่น M60A3 Patton 120 คัน รุ่น T-72B 40 คัน รุ่น T-72EA 47 คัน และรุ่น MBT-2000 54 คัน) รถถังเบา 111 คัน (รุ่น SK-105 Kuerassier) รถถังจู่โจมรุ่น AMX-10RC 80 คัน ยานหุ้มเกราะลาดตระเวน 284 คัน ยานรบทหารราบหุ้มเกราะ 238 คัน ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ 1,225 คัน ยานหุ้มเกราะกู้ภัยมากกว่า 85 คัน (รุ่น Greif 10 คัน รุ่น M88A1 55 คัน รุ่น M578 และรุ่น VAB-ECH 20 คัน) อาวุธต่อสู้รถถัง (อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถังมากกว่า 80 คัน ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังต่อสู้รถถัง M40A1 350 คัน ปืนต่อสู้รถถังมากกว่า 36 คัน) ปืนใหญ่ 2,384 กระบอก (ปืนใหญ่อัตตาจร 354 กระบอก ปืนใหญ่ลากจูง 118 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด 83 กระบอก และปืน ค. 1,797 กระบอก) อากาศยานไร้คนขับ ISR รุ่น R4E-50 Skyeye เครื่องยิงอาวุธต่อสู้อากาศยาน (จรวดต่อสู้อากาศยานพื้นสู่อากาศ หรือ SAM มากกว่า 67 ลูก ปืนอัตตาจร 60 กระบอก และปืนลากจูง 330 กระบอก)

    ทร. ได้แก่ เรือฟริเกต 4 ลำ เรือลาดตระเวนและเรือรบชายฝั่ง 52 ลำ เรือรบสะเทินน้ำสะเทินบก 5 ลำ เรือสนับสนุน 7 ลำ 

    ทอ. ได้แก่ เครื่องบินประมาณ 200 เครื่อง เช่น บ.ขับไล่ บ.โจมตีภาคพื้นดิน เครื่องบินรวบรวมข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องบินขนส่ง เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์รุ่น SA342L Gazelle 25 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ขนส่ง 70 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับ CISR รุ่น Wing Loong และ ISR รุ่น Heron ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ (AAM) เช่น รุ่น R-550 Magic ขีปนาวุธอากาศสู่พื้นผิว (ASM) รุ่น AASM รุ่น AGM-65 Maverick รุ่น HOT ขีปนาวุธต่อต้านเรดาห์รุ่น AGM-88B HARM ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์รุ่น Paveway II และรุ่น GBU-54 Laser JDAM ระเบิดระบบนำร่องด้วยแรงเฉื่อย (INS) /GPS รุ่น GBU-31 JDAM


  • สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ:

    ABEDA, ACCT (associate), AfDB, AFESD, AL, AMF, AMU, EBRD, ECA, FAO, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICCt, ICFTU, ICRM, IDA, IDB, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, Intelsat, Interpol, IOC, IOM, ISO, ITF, ITU, NAM, OAS (observer), OIC, OPCW, OSCE (partner), UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UPU, WCO, WHO, WIPO, WMO และ WTO

  • การขนส่งและโทรคมนาคม:

      มีท่าอากาศยาน 62 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์ 19 แห่ง และมีท่าอากาศยานนานาชาติที่สำคัญ คือ Mohammed V International Airport ที่คาซาบลังกา เส้นทางคมนาคมทางบก มีถนนระยะทาง 57,300 กม. ทางรถไฟระยะทาง 2,067 กม. การคมนาคมทางน้ำ มีท่าเรือ 13 แห่ง ได้แก่ คาซาบลังกา, Jorf Lasfar, Port Nador, Safi, Tan Tan, Al Hoceima, Agadir, Essaouira, Kenitra, Larache, Mohammedia, Tangier และ Tanger-Mediterranean การโทรคมนาคม มีโทรศัพท์พื้นฐานให้บริการ 2.8 ล้านเลขหมาย (ปี 2568) โทรศัพท์เคลื่อนที่ 54.9 ล้านเลขหมาย (ปี 2568) รหัสโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ +212 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 35.3 ล้านคน (ปี 2568) รหัสโดเมนอินเทอร์เน็ต .ma 

    การเดินทาง ไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงราบัตหรือเมืองคาซาบลังกา จึงต้องเดินทางด้วยการต่อเที่ยวบินที่ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส หรืออิตาลี ซึ่งใช้เวลาเดินทางระหว่าง 16-30 ชม. (ขึ้นอยู่กับเวลาในการต่อเที่ยวบิน) เวลาในโมร็อกโกช้ากว่าไทยประมาณ 6 ชม. การเดินทางเข้าโมร็อกโกต้องขอรับการตรวจลงตรา โดยติดต่อ สอท.โมร็อกโกประจำประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารสาธรซิตี้ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ เว็บไซต์ข้อมูลการท่องเที่ยว : www.morocco-travel.com/ และ www.morocco.com/

  • สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม:

    1) โมร็อกโกมีแนวโน้มจะเผชิญปัญหาการชุมนุมประท้วงเพิ่มขึ้น เนื่องจากความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อการบริหารประเทศและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ภาวะเงินเฟ้อ อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนสูง การคอร์รัปชัน และปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโมร็อกโกปี 2569 จะใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 4.5% จากความผันผวนของตลาดการค้าโลก นอกจากนี้ โมร็อกโกยังเผชิญภัยธรรมชาติเป็นระยะ เฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตภัยแล้งรุนแรงและเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 8 ก.ย.2566 และ 11 ก.พ.2568 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 ราย และรัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณในการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย 

    2) ปัญหาพิพาทเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) ระหว่างโมร็อกโกกับขบวนการ Polisario Front ที่ใช้กำลังต่อสู้กันเพื่ออ้างสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว ระหว่างปี 2518-2541 ซึ่งส่งผลให้ UN เข้าไปเป็นเจ้าภาพจัดทำข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2541 และส่งกองกำลังนานาชาติ คือ United Nations Mission for the Referendum in Western Sahara (MINURSO) เข้าไปประจำการในซาฮาราตะวันตก แต่ยังคงมีการปะทะกันบริเวณพรมแดนอยู่เป็นระยะจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ Polisario Front ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแอลจีเรีย พยายามเรียกร้องให้จัดการทำประชามติกำหนดใจตนเองเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากโมร็อกโก ขณะที่โมร็อกโกต้องการให้ดินแดนซาฮาราตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของตน โดยให้อำนาจปกครองตนเองแก่ชาวซะฮ์ราวีซึ่งเป็นชนดั้งเดิมในพื้นที่ รวมทั้งแสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติเพิ่มขึ้น หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติเมื่อ 31 ต.ค.2568 รับรองแผนการปกครองตนเองของโมร็อกโกเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก เนื่องจากเห็นว่าเป็นทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดเพื่อยุติข้อพิพาทที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน 

    3) ปัญหาผู้อพยพ โมร็อกโกประสบปัญหาผู้ลักลอบอพยพไปยังยุโรปทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เฉพาะอย่างเมือง Ceuta และเมือง Melilla ของสเปน โดย EU ประเมินว่า มีผู้ลักลอบอพยพจากโมร็อกโกไปยุโรปประมาณปีละ 120,000 คน และมีผู้ถูกจับกุมและเสียชีวิตระหว่างเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกหลายพันคน โดยเมื่อปี 2566 โมร็อกโกสามารถสกัดกั้นผู้พยายามลักลอบอพยพไปยังยุโรป 75,184 คน เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2565 ทั้งนี้ รัฐบาลโมร็อกโกเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังการอพยพผิดกฎหมายมากขึ้น และมีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้อพยพบ่อยครั้ง

    4) โมร็อกโกยังมีปัญหาการก่อการร้ายจากกลุ่ม Islamic State (IS) และกลุ่ม Al-Qaida in the Islamic Maghreb (AQIM) ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ โดยกลุ่มดังกล่าวใช้วิธีชักชวนนักรบต่างชาติที่เดินทางออกจากอิรักและซีเรีย รวมถึงชายชาวต่างชาติ เฉพาะอย่างยิ่งจากยุโรป ให้เข้าร่วมกลุ่มและปฏิบัติการในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลโมร็อกโกมีนโยบายและมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีประสิทธิภาพ จึงสกัดกั้นแผนการก่อการร้ายและจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายได้เป็นระยะ ทำให้ไม่ปรากฏเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ในโมร็อกโก นับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่เมือง Marrakesh เมื่อปี 2554

    5) ปัญหายาเสพติด โมร็อกโกเป็นแหล่งผลิตกัญชารายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งถูกใช้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางยุทธศาสตร์สำหรับกัญชา เฮโรอีน และโคเคน ที่เชื่อมต่อระหว่างเส้นทางจากอเมริกาใต้ไปยังยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลัก โดยมีการจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการนำเข้าโคเคนจากยุโรปเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น

  • ความสัมพันธ์ไทย-โมร็อกโก:

    ไทยและโมร็อกโกสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 4 ต.ค.2528 โดยเมื่อ มี.ค.2537 ไทยเปิด สอท. ณ กรุงราบัต ส่วนโมร็อกโกเปิด สอท.ประจำประเทศไทย เมื่อ ส.ค.2537 ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความพยายามที่จะพัฒนาสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

    ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอและมีกลไกเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคี เช่น การประชุม Political Consultations ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย สภาธุรกิจไทย-โมร็อกโก และกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-โมร็อกโก นอกจากนี้ โมร็อกโกเคยให้การสนับสนุนไทยในเวที OIC โดยแสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย อีกทั้งยังแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนไทยในการส่งเสริมอิสลามศึกษาตามแนวทางสายกลางเพื่อต่อสู้กับแนวคิดของกลุ่มสุดโต่ง โดยโมร็อกโกให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่นักศึกษาไทย 15 ทุน เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2537 ขณะที่นักศึกษาไทยส่วนใหญ่เข้าเรียนด้านอิสลามศึกษาที่สถาบันชั้นนำของโมร็อกโก เช่น มหาวิทนาลัย Cadi Ayyad และมหาวิทยาลัย Mohammed V

    โมร็อกโกมีความคืบหน้าในการดำเนินความสัมพันธ์กับสมาชิกอาเซียนเป็นอย่างดี เฉพาะอย่างยิ่งกับมาเลเซีย เวียดนาม และไทย อีกทั้งต้องการเพิ่มความร่วมมือกับประเทศในอาเซียนมากขึ้น โดยที่สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 ทรงให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนกับโมร็อกโกในกรอบความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation-SSC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจและวิชาการ ทั้งนี้ โมร็อกโกเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) เมื่อ 6 ก.ย.2559 โดยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคแอฟริกาและอาหรับที่เข้าร่วมในสนธิสัญญาดังกล่าว การเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) และการสมัครเป็นคู่เจรจาเฉพาะสาขา (Sectoral Dialogue Partner-SDP) ของอาเซียน เมื่อ 29 พ.ย.2559 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณา 

    ความสัมพันธ์ทางการค้า การค้าระหว่างไทยกับโมร็อกโกเมื่อปี 2568 มีมูลค่า 178.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 107.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้ามูลค่า 71.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 35.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่สำคัญที่ไทยนำเข้าจากโมร็อกโก ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ของเบ็ดเตล็ดทำด้วยโลหะสามัญ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ 

    เมื่อปี 2568 มีชาวโมร็อกโกเดินทางมาไทยจำนวน 26,695 คน เพิ่มขึ้น 12,323 คน (85.74%) จากปี 2567 ที่มีจำนวน 14,372 คน ส่วนคนไทยที่พำนักอยู่ในโมร็อกโก มีจำนวน 304 คน

  • คณะรัฐมนตรี:

    นายกรัฐมนตรี Aziz Akhannouch

    รมว.กระทรวงมหาดไทย Abdelouafi Laftit

    รมว.กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือ Nasser Bourita

    รมว.กระทรวงยุติธรรม Abdellatif Ouahbi

    รมว.กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง Nadia Fettah 

    รมว.กระทรวงการท่าเรือ/กิจการศาสนาอิสลาม Ahmed Toufiq

    รมว.กระทรวงเครื่องมือและน้ำ Nizar Baraka

    รมว.กระทรวงการวางแผนแห่งชาติ ผังเมือง และนโยบายการเคหะและผังเมือง Fatima Ezzahra El Mansouri 

    รมว.กระทรวงเกษตร การประมง การพัฒนาชนบท น้ำ และป่าไม้ Ahmed Bouari 

    รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา การวิจัยวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม Azzedine El Midaoui 

    รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เยาวชน และการสื่อสาร Mohamed Mehdi Bensaid

    รมว.กระทรวงคมนาคมและโลจิสติกส์ Abdessamad Kayouh 

    รมว.กระทรวงสาธารณสุข Amine Tahraoui 

    รมว.กระทรวงพลังงานและการพัฒนาที่ยั่งยืน Leila Benali

    รมว.กระทรวงการศึกษาแห่งชาติ เด็กก่อนวัยเรียน และกีฬา Mohamed Saad Berrada

    รมว.กระทรวงความครอบคลุมทางเศรษฐกิจ ธุรกิจขนาดย่อม การจ้างงาน Younes Sekkouri

    และทักษะ

    รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า Ryad Mezzour

    รมว.กระทรวงท่องเที่ยว หัตถกรรม และเศรษฐกิจสังคม Fatim-Zahra Ammor 

    รมว.กระทรวงความเป็นปึกแผ่นทางสังคม ความครอบคลุมทางสังคม Naima Ben Yahia 

    และครอบครัว

    เลขาธิการรัฐบาล Mohamed Hajoui


    -----------------------------------------------


    (ม.ค.2569)