เอเชีย
ไทย
สร้างเมื่อ : วันพฤหัสบดี 26 ธันวาคม 2567, 22:13:48
แก้ไขเมื่อ : วันอังคาร 13 มกราคม 2569, 23:35:18
เข้าชม : 1224
ราชอาณาจักรไทย
Thailand
-
เมืองหลวง:
กรุงเทพมหานครฯ - ที่ตั้ง:
อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือกับ 20 องศา 28 ลิปดาเหนือ และระหว่างเส้นลองจิจูดที่ 97 องศา 21 ลิปดาตะวันออกกับ 105 องศา 38 ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมด 513,120 ตร.กม. (คิดเป็น 0.34% ของพื้นที่โลก) หรือประมาณ 320 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทางบก 510,890 ตร.กม. และพื้นที่ทางทะเล 2,230 ตร.กม. มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 51 ของโลก เป็นอันดับที่ 12 ในเอเชีย และอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซียและเมียนมา ระยะทางจากจุดเหนือสุดถึงใต้สุด 1,640 กม. ความกว้างจากจุดตะวันตกสุดไปจุดตะวันออกสุด 780 กม. พรมแดนทางบก 5,673 กม. พรมแดนทางทะเล 3,219 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับเมียนมาและลาว จุดเหนือสุดอยู่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
ทิศตะวันออก ติดกับลาวและกัมพูชา จุดตะวันออกสุดอยู่ที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
ทิศใต้ ติดกับมาเลเซีย จุดใต้สุดอยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา
ทิศตะวันตก ติดกับเมียนมา จุดตะวันตกสุดอยู่ที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ติดกับทะเลอันดามัน
ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ติดกับอ่าวไทย
- ภูมิประเทศ:
อยู่ในเขตร้อน ภาคเหนือเป็นพื้นที่สูง มียอดเขาสูงสลับซับซ้อนและเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสำคัญหลายสาย ยอดเขาสูงสุดคือ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นที่สูงหรือที่ราบสูง ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่และเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ขณะที่ทิศใต้ของภาคกลางติดกับอ่าวไทย ส่วนภาคใต้มีพื้นที่เป็นทิวเขาสูงสลับที่ราบลุ่มและมีชายหาดทะเลทั้งฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) และฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน)
- ภูมิอากาศ:
แบบร้อนชื้นแบ่งเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน (ก.พ.-พ.ค. ร้อนที่สุดช่วง เม.ย.) ฤดูฝนหรือช่วงฤดูมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ (กลาง พ.ค.-ต.ค.) มีฝนตกและเมฆมาก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งและเทือกเขาด้านที่รับลม ฤดูหนาวหรือช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (กลาง ต.ค.-ก.พ.) อากาศแห้ง หนาวเย็น และท้องฟ้าค่อนข้างโปร่ง ยกเว้นฝั่งตะวันออกของภาคใต้จะมีเมฆมาก
- ประชากร:
ประมาณ 65.85 ล้านคน (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ก.ย.2568) เป็นหญิง 33.78 ล้านคน ชาย 32.07 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ประชากรมากที่สุด : กรุงเทพฯ 5.43 ล้านคน ประชากรน้อยที่สุด: สมุทรสงคราม 185,670 คน จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี บุรีรัมย์ อุดรธานี นครศรีธรรมราช และศรีสะเกษ ตามลำดับ อายุขัยเฉลี่ย : ชาย 75.2 ปี หญิง 81.3 ปี อัตราการเกิด : 9.9 คน/ประชากร 1,000 คน อัตราการตาย : 8 คน/ประชากร 1,000 คน
- ศาสนา:
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท 92.5% รองลงมา คือ อิสลาม 5.4% คริสต์ 1.2% ที่เหลือ 0.9% เป็นศาสนาอื่น เช่น ฮินดู ขงจื๊อ ซิกข์
- ภาษา:
ภาษาราชการ คือ ภาษาไทย
- การศึกษา:
ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ภาคบังคับ 9 ปี อัตราการรู้หนังสือ 98.83% (อันดับ 1 ของอาเซียน)
- การเมือง:
ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เขตการปกครองแบ่งเป็น 1) การบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางตามหลักการรวมอำนาจ (Centralization) ทั้งการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย วางแผนจัดสรรงบประมาณ ควบคุมตรวจสอบ และบริหารราชการในกิจการสำคัญให้หน่วยงานต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2553 มีหน้าที่รับผิดชอบ 4 ส่วน คือ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม รวมถึงส่วนราชการระดับกรมที่เป็นอิสระ และองค์กรส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองตามกฎหมาย 2) การปกครองส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 76 จังหวัด (ไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) และ 3) การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 76 แห่ง เทศบาล 2,472 แห่ง (เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง) องค์การบริหารส่วนตำบล 5,300 แห่ง และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันเป็นฉบับที่ 20 มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 เม.ย.2560 ประกอบด้วย 279 มาตรา 16 หมวด และบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1) ที่มาของ นรม. ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องมาจาก สส.เท่านั้น แต่ต้องมาจากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคการเมืองสามารถเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็น นรม.ได้ไม่เกิน 3 คน และต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวน สส.ในสภาไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวน สส.ทั้งหมด ขณะที่มาตรา 272 กำหนดว่า หากไม่อาจแต่งตั้ง นรม.ในบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยพรรคการเมืองได้ ให้ที่ประชุมรัฐสภา มีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน เสนอชื่อบุคคลภายนอกบัญชีได้ 2) กำหนดให้ปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 7 ด้าน โดยเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการ อีกทั้งกำหนดลักษณะต้องห้ามของทั้ง สส. สว. หรือ รมต. เป็นกลไกป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้าสู่การเมือง และ 3) ที่มา สว. ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี สว. จำนวน 200 คน จากการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพหรือประโยชน์ร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการเลือกตั้งดำเนินการให้ผู้สมัคร สว.เลือกกันเอง ส่วนระยะ 5 ปีแรกตามมาตรา 269 กำหนดให้มี สว.จำนวน 250 คน และให้ สว.มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือก นรม.ร่วมกับ สส.
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 65 เพื่อเกิดการปฏิบัติให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความมั่นคง (การรักษาความสงบภายในประเทศ ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง/พัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ บูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียนและนานาชาติ รวมถึงองค์กรภาครัฐและที่มิใช่ภาครัฐ พัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบบูรณาการ) 2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จในปี 2580 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ ดัชนีชี้วัดความสุขของประชากรไทยอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก การนำเสนอแนวความคิดริเริ่มและหนทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศตามโอกาสที่เหมาะสม
ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาไทยเป็นระบบสองสภา (Bicameral) ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา
1) สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกจำนวน 500 คน วาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี โดยสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ ดังนี้ (1) แบบแบ่งเขต จำนวน 400 คน จาก 400 เขตเลือกตั้ง ในแต่ละเขตเลือกตั้ง มี สส. ได้ 1 คน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น สส. และ (2) แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน โดยพรรคการเมืองจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 บัญชี ซึ่งรายชื่อไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ส่งให้กรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นการลงคะแนนด้วยบัตรสองใบ ได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยการคำนวณจากคะแนนรวมแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับ หารด้วยคะแนนเฉลี่ยต่อ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน (คะแนนรวมที่ทุกพรรคได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ หารด้วย 100)
2) วุฒิสภา มีสมาชิกจำนวน 200 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี เพียงวาระเดียว ปัจจุบันเป็นชุดที่ 13 (วาระปี 2567-2572) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดที่มาของ สว. จากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมจาก 20 กลุ่มอาชีพ ตามที่กฎหมายกำหนด จำนวน 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ดำเนินการคัดเลือกตั้งแต่ระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยในแต่ละระดับจะมีการคัดเลือก 2 รอบ คือ (1) รอบเลือกกันเอง คือ เลือกกันเองภายในกลุ่ม และ (2) รอบเลือกไขว้ คือ เลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นภายในสายเดียวกัน สมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 13 จึงเป็นชุดแรกจากระบบเลือกกันเองแบบเต็มรูปแบบ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้ในวาระเริ่มแรก วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก 250 คน ซึ่งสมาชิกชุดดังกล่าวหมดวาระแล้วเมื่อห้วงกลางปี 2567
ฝ่ายตุลาการ : ไทยใช้ระบบศาลคู่ ที่มีการจัดตั้งศาลเฉพาะ เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับกฎหมายมหาชนแยกจากศาลยุติธรรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดศาลไทยไว้ 4 ประเภท คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร การพิจารณาคดีของศาลไทยใช้ระบบกล่าวหา (Accusatorial System) ที่คู่ความดำเนินเรื่องทั้งหมด โดยศาลมีหน้าที่รับฟังตัดสินคดี ขณะที่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดี อำนาจหน้าที่ของแต่ละศาล มีดังนี้
1) ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Court) เป็นองค์กรตุลาการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีความเป็นอิสระ มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรต่าง ๆ การวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการการเลือกตั้ง การวินิจฉัยชี้ขาดสมาชิกภาพของ รมต. สส. หรือ สว. รวมถึงการควบคุมตรวจสอบพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย
2) ศาลยุติธรรม (Court of Justice) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดยศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลยุติธรรม มีแผนกคดีพิเศษรวม 11 แผนก สำหรับวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่อาศัยความชำนาญพิเศษ ได้แก่ คดีเยาวชนและครอบครัว คดีแรงงาน คดีผู้บริโภค คดีเลือกตั้ง คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ คดีสิ่งแวดล้อม และคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกา
3) ศาลปกครอง (Administrative Court) มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษา “คดีปกครอง” ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากศาลยุติธรรม เนื่องจากศาลปกครองใช้ระบบไต่สวนในการดำเนินคดี โดยศาลปกครองมีอำนาจในการหาข้อเท็จจริงอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องรับฟังเฉพาะคู่กรณี เนื่องจากคดีปกครองส่วนใหญ่มาจากการออกกฎเกณฑ์ หรือการออกคำสั่งของฝ่ายปกครองที่สามารถดำเนินการได้เองฝ่ายเดียว อาจไม่เป็นธรรมแก่คู่กรณีที่เป็นเอกชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะฟ้องคดี การพิจารณาคดีของศาลปกครองมี 2 ชั้น คือ 1) ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลางและศาลปกครองภูมิภาค) และ 2) ศาลปกครองสูงสุด
4) ศาลทหาร (Military Court) อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม จัดตั้งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารและความผิดต่อกฎหมายทหารหรือตามบัญชีแนบท้ายกฎอัยการศึก ปกติเป็นคดีที่ทหารประจำการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา ทั้งนี้ คดีนอกอำนาจศาลทหารให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน แม้จะปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้
พรรคการเมือง : ในการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปครั้งหลังสุด (พ.ศ.2566) มีพรรคการเมืองที่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครเลือกตั้ง จำนวน 67 พรรค ในจำนวนนี้เป็นพรรคการเมืองที่แจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด 43 พรรคการเมือง จำนวน 62 รายชื่อ เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล (ถูกยุบพรรคไปแล้วเมื่อ ส.ค.2567) พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ
- เศรษฐกิจ:
สินค้าส่งออก : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
ตลาดส่งออกสำคัญ : สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชาสินค้านำเข้า : น้ำมันดิบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ
แหล่งนำเข้าสำคัญ : จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย และสวิตเซอร์แลนด์
การค้าชายแดนไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา ลาว และกัมพูชา) ปี 2567 มูลค่าการค้ารวม 1,373,906 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.50%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 794,999 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.23%) และการนำเข้ามูลค่า 578,907 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 8.30%) ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าทั้งสิ้น 216,091 ล้านบาท โดยมีการค้าชายแดนด้านลาวสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.91 ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม รองลงมา คือ มาเลเซีย เมียนมา และกัมพูชา
1) การค้าชายแดนไทย-ลาว มีมูลค่าการค้ารวม 617,116 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.11%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 331,787 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.35%) และการนำเข้ามูลค่า 285,328 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 20.18%) ไทยได้ดุลการค้า 46,459 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสําเร็จรูปอื่น ๆ และสินค้าแร่และเชื้อเพลิงอื่น ๆ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงอื่น ๆ ผักและของปรุงแต่งจากผัก และปุ๋ย
2) การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย มีมูลค่าการค้ารวม 464,420 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.71%)
คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 273,479ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16.07%) และการนำเข้ามูลค่า 190,941 ล้านบาท (ลดลง 2.37%) ไทยได้ดุลการค้า 82,539 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางข้น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์อื่น ๆ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เทปแมเหล็ก จานแมเหล็กฯ อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า และส่วนประกอบคอมพิวเตอร์3) การค้าชายแดนไทย-เมียนมา มีมูลค่าการค้ารวม 156,884 ล้านบาท (ลดลง 9.56%)
คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 83,915 ล้านบาท (ลดลง 15.89%) และนำเข้ามูลค่า 72,969 ล้านบาท (ลดลง 1.0%) ไทยได้ดุลการค้า 10,946 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ โทรศัพท์มือถือและสมาร์ตโฟน สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ธัญพืช และสินแร่และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ4) การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีมูลค่าการค้ารวม 135,486 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.24%)
คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 105,817 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.58%) และการนำเข้ามูลค่า 29,669 ล้านบาท
(เพิ่มขึ้น 6.67%) ไทยได้ดุลการค้า 76,148 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มอื่น ๆ น้ำแร่ น้ำอัดลมเครื่องปรุงรส และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่น ๆ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ผักและของปรุงแต่งจากผัก เศษอะลูมิเนียม ลวดและสายเคเบิล - ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ:
สินค้าส่งออก : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
ตลาดส่งออกสำคัญ : สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชาสินค้านำเข้า : น้ำมันดิบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ
แหล่งนำเข้าสำคัญ : จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย และสวิตเซอร์แลนด์
การค้าชายแดนไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา ลาว และกัมพูชา) ปี 2567 มูลค่าการค้ารวม 1,373,906 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.50%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 794,999 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.23%) และการนำเข้ามูลค่า 578,907 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 8.30%) ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าทั้งสิ้น 216,091 ล้านบาท โดยมีการค้าชายแดนด้านลาวสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.91 ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม รองลงมา คือ มาเลเซีย เมียนมา และกัมพูชา
1) การค้าชายแดนไทย-ลาว มีมูลค่าการค้ารวม 617,116 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.11%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 331,787 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.35%) และการนำเข้ามูลค่า 285,328 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 20.18%) ไทยได้ดุลการค้า 46,459 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสําเร็จรูปอื่น ๆ และสินค้าแร่และเชื้อเพลิงอื่น ๆ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงอื่น ๆ ผักและของปรุงแต่งจากผัก และปุ๋ย
2) การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย มีมูลค่าการค้ารวม 464,420 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.71%)
คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 273,479ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16.07%) และการนำเข้ามูลค่า 190,941 ล้านบาท (ลดลง 2.37%) ไทยได้ดุลการค้า 82,539 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางข้น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์อื่น ๆ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เทปแมเหล็ก จานแมเหล็กฯ อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า และส่วนประกอบคอมพิวเตอร์3) การค้าชายแดนไทย-เมียนมา มีมูลค่าการค้ารวม 156,884 ล้านบาท (ลดลง 9.56%)
คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 83,915 ล้านบาท (ลดลง 15.89%) และนำเข้ามูลค่า 72,969 ล้านบาท (ลดลง 1.0%) ไทยได้ดุลการค้า 10,946 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ โทรศัพท์มือถือและสมาร์ตโฟน สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ธัญพืช และสินแร่และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ4) การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีมูลค่าการค้ารวม 135,486 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.24%)
คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 105,817 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.58%) และการนำเข้ามูลค่า 29,669 ล้านบาท
(เพิ่มขึ้น 6.67%) ไทยได้ดุลการค้า 76,148 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มอื่น ๆ น้ำแร่ น้ำอัดลมเครื่องปรุงรส และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่น ๆ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ผักและของปรุงแต่งจากผัก เศษอะลูมิเนียม ลวดและสายเคเบิล - สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ:
ADB, APEC, ARF, ASEAN, BIMSTEC, BIS, BRICS (partner), CD, CICA, CP, EAS, FAO, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC (national committees), ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, ITUC (NGOs), MIGA, NAM, OAS (observer), OIC (observer), OIF (observer), OPCW, OSCE (partner), PCA, PIF (partner), UN, UNAMID, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNMOGIP, UNOCI, UNWTO, UPU, WCO, WFTU (NGOs), WHO, WIPO, WMO และ WTO
- การขนส่งและโทรคมนาคม:
การขนส่งทางบกมีเส้นทางถนนยาว 706,120.91 กม. (กระทรวงคมนาคม ปี 2567) อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง 52,383.56 กม. กรมทางหลวงชนบท 51,295.93 กม. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 597,666.9 กม. กรุงเทพมหานคร 4,549.92 กม. และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 224.6 กม. เส้นทางขนส่งทางรางยาว 5,611.692 กม. (กระทรวงคมนาคม ปี 2567) ในจำนวนนี้เป็นทางรถไฟระหว่างเมืองที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย 5,297.269 กม. นอกจากนี้ ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250.77 กม. คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2570
ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินรวม 9 สาย : รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์/Airport Rail Link (พญาไท-สุวรรณภูมิ) สายเฉลิมรัชมงคลหรือสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ-หลักสอง) สายฉลองรัชธรรมหรือสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) สายสีลมหรือสายสีเขียวเข้ม (สนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า) สายสุขุมวิทหรือสายสีเขียวอ่อน (คูคต-เคหะสมุทรปราการ) สายสีทอง (กรุงธนบุรี-คลองสาน) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) สายสีชมพู (ศูนย์ราชการนนทบุรี-เมืองทองธานี-มีนบุรี) และรถไฟชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน) นอกจากนี้ มีโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 สาย ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-แยกร่มเกล้า) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ)
ทางอากาศ : ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 6 แห่ง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานหลักและใหญ่ที่สุด
ทางน้ำ: ท่า/โป๊ะเทียบเรือสินค้าริมแม่น้ำ 17 ท่า ท่าเทียบเรือชายฝั่งทะเล 59 ท่า ท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะเขต กทม.-ปริมณฑล รวม 95 ท่า ส่วนท่าเทียบเรือขนส่งหลักระหว่างประเทศ ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือระนอง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และท่าเรือเชียงของ
ประมุขประเทศ
ประมุข พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
-
คณะรัฐมนตรี:
ตำแหน่ง ชื่อ-นามสกุล นรม. และ รมว.กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รอง นรม. และ รมว.กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รอง นรม. นายโสภณ ซารัมย์ รอง นรม. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รอง นรม. และ รมว.กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รอง นรม. และ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รอง นรม. และ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายสันติ ปิยะทัต รมว.กระทรวงกลาโหม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายนายอัครา พรหมเผ่า รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.กระทรวงคมนาคม นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมช.กระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.กระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.กระทรวงมหาดไทย นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รมว.กระทรวงยุติธรรม พลตำรวจตรี รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.กระทรวงแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.กระทรวงวัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ นายองอาจ วงษ์ประยูร รมว.กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมช.กระทรวงสาธารณสุข นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมช.กระทรวงอุตสาหกรรม จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง นายฉลาด ขามช่วง -----------------------------------------------
(ต.ค.2568)