เอเชีย
สิงคโปร์
สร้างเมื่อ : วันพฤหัสบดี 26 ธันวาคม 2567, 21:30:01
แก้ไขเมื่อ : วันจันทร์ 29 ธันวาคม 2568, 22:05:20
เข้าชม : 845
ไฟล์ PDF
สาธารณรัฐสิงคโปร์
Singapore
-
เมืองหลวง:
สิงคโปร์ - ที่ตั้ง:
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณปลายสุดของแหลมมลายู มีพื้นที่ 734.3 ตร.กม. ระยะทางจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกยาว 49 กม. และทิศเหนือจรดทิศใต้ยาว 28 กม. ชายฝั่งยาว 193 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับช่องแคบยะโฮร์ ห่างจากรัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย 1 กม.
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลจีนใต้ ห่างจาก จ.กาลีมันตันตะวันตกของอินโดนีเซีย 586 กม. และห่างจากเกาะปาลาวันของฟิลิปปินส์ 1,770 กม.
ทิศใต้ ติดกับช่องแคบสิงคโปร์ ห่างจากเกาะบาตัมของอินโดนีเซีย 20 กม.
ทิศตะวันตก ติดกับช่องแคบมะละกา และช่องแคบยะโฮร์
- ภูมิประเทศ:
ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 1 เกาะ คือ เกาะสิงคโปร์ หรือ Pulau Ujong ในภาษามาเลย์ และเกาะเล็ก ๆ อีก 62 เกาะ ตอนกลางของประเทศเป็นเขตหินแกรนิต ภูมิประเทศสูงต่ำสลับเนินเขา จุดสูงสุดอยู่ที่ยอดเขาบูกิตติมา (สูง 163.63 ม. หรือ 537 ฟุต)
- ภูมิอากาศ:
แบบศูนย์สูตร มีความชื้นสูง ฝนตกตลอดปี และมีฝนตกหนักช่วง พ.ย.-ม.ค. อากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดเฉลี่ย 25 และ 33 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
- ประชากร:
6.11 ล้านคน (ปี 2568) มีอัตราเพิ่มขึ้น 1.2% ถือสัญชาติสิงคโปร์ 3.66 ล้านคน ผู้มีถิ่นพำนักถาวร 543,800 คน และผู้พำนักชั่วคราว 1.91 ล้านคน เป็นสังคมพหุเชื้อชาติ ประกอบด้วย จีน 75.5% มาเลย์ 15.1% อินเดีย 7.6% และอื่น ๆ 1.8% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก-วัยรุ่น (0-19 ปี) 19.5% วัยผู้ใหญ่-วัยกลางคน (15-64 ปี) 59.8% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 20.7% อายุขัยโดยเฉลี่ย 83.5 ปี เพศชาย 81.2 ปี เพศหญิง 85.6 ปี (ปี 2567)
- ศาสนา:
พุทธนิกายมหายาน 31.1% คริสต์ 18.9% อิสลาม 15.6% ลัทธิเต๋า 8.8% ฮินดู 5% อื่น ๆ 0.6% และไม่นับถือศาสนา 20%
- ภาษา:
ภาษาราชการมี 4 ภาษา คือ มาเลย์ อังกฤษ จีนกลาง และทมิฬ
- การศึกษา:
มีนโยบายให้การศึกษาแก่เด็กทุกคนและส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาความถนัดและศักยภาพของตนเอง อีกทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ชาวสิงคโปร์มีความสามารถทางภาษาอย่างน้อย 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษและภาษาแม่ (ภาษาจีน มาเลย์ ทมิฬ) ระบบการศึกษาภาคบังคับ 10 ปี แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษา 4 ปี อัตราการรู้หนังสือ 97.6% งบประมาณด้านการศึกษา 2.2% ของ GDP
- การก่อตั้งประเทศ:
สิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2375 และถูกญี่ปุ่นยึดครองเป็นเวลาสั้น ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งเมื่อปี 2496 สหราชอาณาจักรทบทวนรัฐธรรมนูญสิงคโปร์และร่างใหม่ พร้อมกับเปิดโอกาสให้สิงคโปร์ปกครองตนเองมากขึ้น ทำให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเมื่อปี 2498 และได้รับสิทธิดูแลกิจการภายในของตนเองอย่างเต็มที่เมื่อปี 2501 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2502 พรรคกิจประชาชน (People’s Action Party-PAP) ได้รับชัยชนะ นายลี กวน ยิว ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคดำรงตำแหน่ง นรม. หลังจากนั้นจึงร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อขับไล่จักรวรรดินิยมสหราชอาณาจักรจนประสบความสำเร็จ ต่อมาทั้งสองฝ่ายเกิดความแตกแยกกัน และสิงคโปร์รวมตัวกับมาเลเซีย ซาราวัก บอร์เนียวเหนือ เป็นสหพันธรัฐมาลายาเมื่อ 1 ก.ย.2505 และขอแยกตัวจากมาเลเซียเมื่อ 9 ส.ค.2508
- วันชาติ:
9 ส.ค. - การเมือง:
ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แบบรัฐสภาเดียว ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐ และมี นรม.เป็นผู้นำรัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายบริหาร การเมืองสิงคโปร์มีเสถียรภาพ โดยพรรคกิจประชาชน (PAP) ได้รับเลือกเป็นรัฐบาลมาโดยตลอดนับตั้งแต่แยกตัวจากมาเลเซีย ทั้งนี้ อำนาจอธิปไตยของสิงคโปร์ ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
ฝ่ายบริหาร : นรม.มาจากหัวหน้าพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบรัฐสภาเดียว แบ่งเป็น 1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จำนวน 97 ที่นั่ง วาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี 2) สมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีตามคำแนะนำของคณะกรรมการคัดเลือก วาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี 6 เดือน ตามรัฐธรรมนูญไม่เกิน 9 คน และ 3) สมาชิกฝ่ายค้านที่ไม่ได้รับเลือกตั้งแต่มีคะแนนเสียงสูงสุดในบรรดาผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกตั้งจากฝ่ายค้าน
พรรค PAP ชนะการเลือกตั้งเมื่อ พ.ค.2568 จำนวน 87 ที่นั่งจาก 97 ที่นั่ง พรรคแรงงานได้ 12 ที่นั่ง (10 ที่นั่งได้มาจากการเลือกตั้งและ 2 ที่นั่งได้จากการแต่งตั้งตามข้อ 3) การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะจัดขึ้นภายใน ธ.ค.2573
ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย ศาลชั้นต้นและศาลฎีกา (ศาลสูงสุด) ศาลชั้นต้น ประกอบด้วย ศาลเขต ศาลแขวง และศาลเยาวชน ส่วนศาลฎีกา ประกอบด้วย ศาลสูงและศาลอุทธรณ์ที่รับพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีศาลที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐบัญญัติว่าด้วยการบริหารกฎหมายอิสลามที่เรียกว่า ศาลศาสนาอิสลาม เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับครอบครัวของมุสลิมในสิงคโปร์
- เศรษฐกิจ:
สิงคโปร์อยู่ระหว่างการดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2560-2570 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้นวัตกรรม ด้านกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ปรับประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2568 จากเดิม 0.0-2.0% เป็น 1.5-2.5% จากผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2568 โดยรวมแล้วเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 3.9% ซึ่งเร็วกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ 2% ภาคที่ขับเคลื่อนการเติบโตหลัก ได้แก่ การขายส่ง การผลิต ธุรกิจการเงินและประกันภัย และการขนส่ง/โลจิสติกส์
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) คาดการณ์ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์ปลายปี 2568 และปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงหลายประการ เฉพาะอย่างยิ่ง 1) มาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และยาของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก และบั่นทอนความสามารถในการส่งออกของสิงคโปร์ 2) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่เพิ่มความเปราะบางต่อการลงทุนและการค้าโลก 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น จีนและสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและเสถียรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ MAS ยังคงคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 จะอยู่ในช่วง 1.5-2.5% ลดลงจากของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 2% เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่รัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
สิงคโปร์ยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัย การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) และการเป็นแรงงานฝีมือขั้นสูง รวมถึงพยายามผลักดันให้ SMEs ขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงด้านการทำธุรกิจกับต่างประเทศ และอุตสาหกรรมผลิตขั้นสูงภายในปี 2573
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดอลลาร์สิงคโปร์ (Singapore Dollar-SGD)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 1.29 ดอลลาร์สิงคโปร์
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ : 25.18 บาท (ต.ค.2568) - ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ:
สิงคโปร์อยู่ระหว่างการดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2560-2570 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้นวัตกรรม ด้านกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ปรับประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2568 จากเดิม 0.0-2.0% เป็น 1.5-2.5% จากผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2568 โดยรวมแล้วเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 3.9% ซึ่งเร็วกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ 2% ภาคที่ขับเคลื่อนการเติบโตหลัก ได้แก่ การขายส่ง การผลิต ธุรกิจการเงินและประกันภัย และการขนส่ง/โลจิสติกส์
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) คาดการณ์ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์ปลายปี 2568 และปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงหลายประการ เฉพาะอย่างยิ่ง 1) มาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และยาของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก และบั่นทอนความสามารถในการส่งออกของสิงคโปร์ 2) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่เพิ่มความเปราะบางต่อการลงทุนและการค้าโลก 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น จีนและสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและเสถียรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ MAS ยังคงคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 จะอยู่ในช่วง 1.5-2.5% ลดลงจากของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 2% เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่รัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
สิงคโปร์ยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัย การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) และการเป็นแรงงานฝีมือขั้นสูง รวมถึงพยายามผลักดันให้ SMEs ขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงด้านการทำธุรกิจกับต่างประเทศ และอุตสาหกรรมผลิตขั้นสูงภายในปี 2573
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดอลลาร์สิงคโปร์ (Singapore Dollar-SGD)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 1.29 ดอลลาร์สิงคโปร์
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ : 25.18 บาท (ต.ค.2568) - การทหาร:
กองทัพสิงคโปร์ ประกอบด้วย 4 เหล่าทัพ ได้แก่ ทบ. ทร. ทอ. และหน่วยดิจิทัลและข่าวกรอง (ก่อตั้งปี 2565 เพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์) ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ รมว.กระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์ป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (ก่อตั้งปี 2568 เพื่อรับมือกับภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสูง) ขึ้นตรงต่อ รมว.กระทรวงกลาโหม
กำลังทหาร 51,000 นาย แบ่งเป็น ทบ. 40,000 นาย ทร. 4,000 นาย ทอ. 6,000 นาย หน่วยดิจิทัลและข่าวกรอง 1,000 นาย นอกจากนี้ ยังมีตำรวจและกองกำลังกึ่งทหาร 7,400 นาย กำลังพลสำรอง 252,500 นาย ชายสิงคโปร์อายุ 18-20 ปี ทุกคนจะต้องเข้ารับการฝึกและประจำการในกองทัพเป็นเวลา 2 ปี และเป็นกำลังพลสำรองจนถึงอายุ 40 ปี กองทัพสิงคโปร์ทันสมัยและมีแสนยานุภาพสูงในภูมิภาค อีกทั้งให้ความสำคัญกับการนำอาวุธและเทคโนโลยีชั้นสูงมาประจำการ
ยุทโธปกรณ์สำคัญ เช่น เรือดำน้ำชั้น Invincible 2 ชั้น Challenger 2 ลำ ชั้น Archer 2 ลำ เรือรบหลัก 6 ลำ (เรือฟริเกตชั้น Formidable ที่ติดอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon 2 ลำ Sylver 1 ลำ Aster 1 ลำ ตอร์ปิโด 2 ลำ) บ.F-16C/D จำนวน 2 ฝูงบิน บ.F-15SG จำนวน 2 ฝูงบิน และ บ.F-50 จำนวน 5 เครื่อง จัดหา บ.F-35A จำนวน 8 เครื่อง จากที่จัดซื้อ บ.F-35B จำนวน 12 เครื่อง (ส่งมอบปี 2569) ทำให้มี บ.F-35 ทั้งหมด 20 เครื่อง นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8A Poseidon จำนวน 4 เครื่อง ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ Fokker 50 ที่ประจำการมาตั้งแต่ปี 2536 งบประมาณด้านการทหาร 3% ของ GDP และประกาศแผนงบประมาณปี 2568 โดยจะเพิ่มอีก 12.4% จากปี 2567 ทั้งนี้ สิงคโปร์มีความร่วมมือกับต่างประเทศในการส่งกองกำลังเข้าไปใช้พื้นที่สำหรับการฝึกทางทหาร ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน ฝรั่งเศส ไต้หวัน ไทย และสหรัฐฯ
- สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ:
สิงคโปร์เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศและกลุ่มความร่วมมือที่สำคัญ เช่น ADB, AOSIS, APEC, Arctic Council (observer), ARF, ASEAN, BIS, EAS, FAO, FATF, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC (national committees), ICCt, ICRM, IDA, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IPU, ISO, ITSO, ITU, ITUC (NGOs), MIGA, NAM, OPCW, Pacific Alliance (observer), PCA, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UPU, WCO, WHO, WIPO, WMO และ WTO
- การขนส่งและโทรคมนาคม:
สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางท่าเรือและการขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญของโลก อีกทั้งมีแผนก่อสร้างท่าเรือทูอัส (Tuas) ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเรือที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในโลก โดยเปิดใช้ท่าเรือทูอัสระยะแรกอย่างเป็นทางการ เมื่อ ก.ย.2565 สิงคโปร์ยังมีสะพานและทางเชื่อมต่อกับมาเลเซียรวม 2 แห่งทางตอนเหนือและทางตะวันตก มีเครือข่ายถนนยาว 9,644 กม. มีท่าอากาศยานทั้งหมด 9 แห่ง เป็นท่าอากาศยานทหาร 7 แห่ง และท่าอากาศยานพาณิชย์ 2 แห่ง ท่าอากาศยานนานาชาติชางงีเป็นท่าอากาศยานหลัก โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 5 ของท่าอากาศยานชางงี เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารที่มากขึ้น ส่วนท่าอากาศยานเซเลตาร์เป็นท่าอากาศยานสำหรับเครื่องบินเช่าเหมาลำ
ด้านโทรคมนาคม มีโทรศัพท์พื้นฐานให้บริการ 1.91 ล้านเลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 9.69 ล้านเลขหมาย รหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศ +65 จำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 99% ของประชากร รหัสอินเทอร์เน็ต .sg เว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลของรัฐ คือ http://www.gov.sg ส่วนเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยว คือ http://www.visitsingapore.com
- การเดินทาง:
การบินไทยมีเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ทุกวัน สายการบินสิงคโปร์ที่บินตรงมาไทย เช่น สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ สกู๊ต ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชม. 15 นาที เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1 ชม. นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลา 30 วัน
- สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม:
1) การปรับปรุงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมใหม่ โดยจะทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายไตรภาคี (ภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชน และสหภาพแรงงาน) ในการจัดทำ “แผนพิมพ์เขียวทางเศรษฐกิจฉบับใหม่” สำหรับระยะต่อไปของประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับประชาชนในอนาคต รวมถึงการออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และแรงงาน เพื่อบรรเทาแรงกดดันในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวในระยะใกล้นี้อีกด้วย ขณะเดียวกัน จะเร่งขับเคลื่อนแผน Forward Singapore ซึ่งเป็นโครงการทบทวนและต่อยอดนโยบายในทุกมิติ เพื่อสร้างสัญญาประชาคม (social compact) ใหม่ เพื่อลดความเลื่อมล้ำ แนวทางนี้ รวมถึงการยกระดับระบบสวัสดิการและการสนับสนุนทางสังคมของรัฐ
2) การเร่งผลักดันสิงคโปร์สู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดและเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยจะดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และสร้างที่อยู่อาศัยชุมชนเมืองที่มีความอัจฉริยะ เชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ สิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการโครงข่ายพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของสมาชิกอาเซียน เป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
3) แผนพัฒนาประเทศระยะยาวของสิงคโปร์ เฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยว อาทิ แผนพัฒนาเมืองใหม่ในเขต Paya Lebar การดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 5 ของท่าอากาศยานชางงี ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในช่วงปี 2577-2579 เพิ่มขีดความสามารถในการรับรองผู้โดยสารจาก 90 ล้านคนเป็น 140 ล้านต่อปี และท่าเรือทูอัส ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าเป็นศูนย์รวมของคนเก่งระดับโลก และการชูกรอบแนวคิดเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านห่วงโซ่อุปทานการผลิต ตลอดจนแผน Tourism 2573 ที่ตั้งเป้าให้สิงคโปร์เป็น world-class destination ที่ยั่งยืน โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าต่อผู้มาเยือน สนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นนวัตกรรม และผสมผสานโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับนักท่องเที่ยวระดับบน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมแผนพัฒนา ที่อยู่อาศัยภาครัฐ และแนวทางรับมือกับสังคมสูงวัยต่าง ๆ เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ และการเพิ่มเงินสมทบกองทุนวัยเกษียณสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเพิ่มเงินออมเมื่อเกษียณ
4) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว การดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และผลักดันแผนยุทธศาสตร์ AI รวมทั้งการ upskill/ reskill เพื่อให้ประชาชนยังสามารถอยู่ในตลาดแรงงานและแข่งขันได้ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตควบคู่ไปกับการส่งเสริมความยั่งยืนตามเป้าหมาย Singapore Green Plan 2030 และ Net Zero 2050
- ความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์:
ไทย-สิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ดีมาตั้งแต่ก่อนสิงคโปร์เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ เมื่อ 9 มี.ค.2413 ก่อนเสด็จฯ เยือน สหราชอาณาจักร และเสด็จฯ เยือน ครั้งที่ 2 ระหว่าง 16-23 มี.ค.2414 โดยพระราชทานรูปปั้นช้างสำริดแก่สิงคโปร์ ซึ่งได้เชิญไปประดิษฐานบนแท่นอนุสาวรีย์ด้านหน้าอาคาร The Arts House จากนั้นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อ 20 ก.ย.2508 และมีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง
กลไกความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ 1) การหารือระหว่าง นรม. อย่างไม่เป็นทางการ (Leader’s Retreat) 2) การประชุม Political Consultations ระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งริเริ่มครั้งแรกเมื่อ ส.ค.2563 3) ความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย-สิงคโปร์ 4) Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship (STEER) ซึ่งจัดตั้งขึ้น เมื่อ ก.พ.2545 เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และ 4) ความร่วมมือด้านการทหารที่ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยกองทัพสิงคโปร์ต้องพึ่งพาไทยในการใช้พื้นที่และน่านฟ้าเพื่อการฝึกซ้อมรบ
ความสัมพันธ์ระดับผู้นำ นายลอเรนซ์ หว่อง นรม.สิงคโปร์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อ 28 พ.ย.2567 ถือเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสิงคโปร์
ด้านการค้าเมื่อปี 2567 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 10 ของไทยในโลก ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของสิงคโปร์ การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 625,517 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้า 262,760 ล้านบาท การส่งออก 362,757 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 104,208 ล้านบาท ส่วนในห้วง 8 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.2568) มูลค่าการค้ารวม 403,932 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 73,640 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ แผงวงจรไฟฟ้า สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช แผงวงจรไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูป
สิงคโปร์เป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 1 ของนักลงทุนต่างประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยเมื่อปี 2567 ในด้านมูลค่าการลงทุน มูลค่าเงินลงทุน 357,540 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของคำขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมด (ส่วนใหญ่มาจากบริษัทจีนและสหรัฐฯ ที่ใช้สิงคโปร์เป็นฐานในภูมิภาค) เป็นโครงการที่ได้รับการอนุมัติ มูลค่า 224,362 ล้านบาท คิดเป็น 31% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ประกอบด้วย โครงการขนาดใหญ่ (เงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1) กลุ่มดิจิทัล เช่น Data Center (ศูนย์ข้อมูล) และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI และ 2) กลุ่มดิจิทัล อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การผลิตชิป (Wafer)
ธนาคารกลางแห่งสิงคโปร์และธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มการใช้ระบบโอนเงินระหว่างสองประเทศแบบ real-time เมื่อ 29 เม.ย.2564 ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน PayNow ของสิงคโปร์ และ PromptPay ของไทย โดยนับเป็นการเชื่อมโยงระบบการโอนระหว่างประเทศแบบทันทีที่ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในโลก
นักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางมาไทยเมื่อปี 2567 จำนวน 1,009,640 คน มากเป็นลำดับ 10 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ขณะที่ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางเข้าไทย จำนวน 686,000 คน
ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (15 ก.ย.2518) บันทึกความเข้าใจด้านยานยนต์ (27 ส.ค 2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจด้านธุรกิจและการลงทุน (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านตลาดหลักทรัพย์ (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจการฝึกบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศระหว่าง ทอ.ไทยกับสิงคโปร์ (24 พ.ย.2546) บันทึกความเข้าใจการเข้าร่วมการฝึก Cobra Gold กองทัพไทย-สิงคโปร์ (22 ก.พ.2548) บันทึกความเข้าใจการสนับสนุนด้านการฝึกและการส่งกำลังบำรุง ทอ.ไทย-สิงคโปร์ (12 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจการจัดทำความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (23 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจการฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2550-2553) (16 ก.ค.2555) บันทึกความเข้าใจการเว้นการเก็บภาษีซ้อน บันทึกความเข้าใจการท่องเที่ยวทางเรือ บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรม (11 มิ.ย.2558) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (31 พ.ค.2559) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงระหว่างกองทัพเรือ (14 พ.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (11 ก.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรระหว่างสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กับสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (21 ส.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านธุรกิจประกันภัย (26 ก.ย.2562) ความร่วมมือการโอนเงินระหว่างไทย-สิงคโปร์แบบ real-time (29 เม.ย.2564) บันทึกความเข้าใจ 5 ฉบับในการประชุม STEER ครั้งที่ 7 (14 มี.ค.2568) ครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ การคุ้มครองผู้บริโภค กฎระเบียบสินค้าปศุสัตว์ บริการทางการเงิน และทรัพย์สินทางปัญญา
-
คณะรัฐมนตรี:
นรม. และ รมว.กระทรวงการคลัง Lawrence Wong
รอง นรม. และ รมว.กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม Gan Kim Yong
รมต.อาวุโส Lee Hsien Loong
รมว.กระทรวงมหาดไทย และ รมต.ประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ K. Shanmugam
รมว.กระทรวงกลาโหม และ รมต.ประสานงานด้านบริการสาธารณะ Chan Chun Sing
รมว.กระทรวงสาธารณสุข และ รมต.ประสานงานด้านนโยบายสังคม Ong Ye Kung
รมว.กระทรวงการต่างประเทศ Vivian Balakrishnan
รมว.กระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม Grace Fu
รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว Masagos Zulkifli
รมว.กระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและข้อมูลข่าวสาร Josephine Teo
รมว.กระทรวงศึกษาธิการ Desmond Tan
รมว.กระทรวงกฎหมาย Edwin Tong
รมว.กระทรวงแรงงาน Tan See Leng
รมว.กระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ Chee Hong Tat
รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมต.คนที่ 2 กระทรวงการคลัง Indranee Rajah
และ รมต. คนที่ 2 กระทรวงการพัฒนาแห่งชาติรักษาการ รมว.กระทรวงกิจการศาสนาอิสลาม Faishal Ibrahim
รักษาการ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน David Neo
รักษาการ รมว.กระทรวงคมนาคม Jeffrey Siow